ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เป้าหมายและอิสรภาพทางการเงิน

เป้าหมายทางการเงินที่ดี ตั้งอย่างไรให้ทำได้จริง (หลัก SMART พร้อมตัวอย่าง)

โดย เผยแพร่ อ่านประมาณ 10 นาที

สรุปสั้น

เป้าหมายทางการเงินที่ดีบอกได้ว่าเงินก้อนนั้นเอาไปทำอะไร ต้องมีกี่บาท และต้องมีภายในเมื่อไหร่ ตรวจได้ด้วยหลัก SMART แล้วแปลงเป็นเงินออมต่อเดือน เช่น เงินดาวน์ 300,000 บาทใน 5 ปี คือออมเดือนละ 5,000 บาท (ตัวอย่างสมมติ ไม่คิดผลตอบแทน) และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินก่อนเป้าหมายที่ต้องลงทุน

เป้าหมายทางการเงินคืออะไร

เป้าหมายทางการเงินคือสิ่งที่คุณอยากทำให้เกิดขึ้นด้วยเงิน โดยบอกได้ชัดว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่และต้องมีภายในเมื่อไหร่ เช่น "มีเงินดาวน์บ้าน 300,000 บาท ภายใน 5 ปี" ซึ่งต่างจากความอยากทั่วไปอย่าง "อยากมีเงินเก็บเยอะ ๆ" ที่ฟังดูดี แต่ไม่ได้บอกว่าเดือนนี้คุณต้องทำอะไร

เป้าหมายที่ชัดเปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นตัวเลขรายเดือนที่ทำตามได้ และช่วยตัดสินใจว่าเงินที่เหลือแต่ละเดือนควรไปที่ไหนก่อน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบ่งการวางแผนการเงินเป็น 5 ขั้น และการตั้งเป้าหมายคือขั้นที่ 2

  1. ประเมินฐานะการเงิน
  2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
  3. จัดทำแผนการเงิน
  4. ดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด
  5. ตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์

ก่อนตั้งเป้าว่าอยากไปถึงไหน คุณต้องรู้ว่าตอนนี้ยืนอยู่ตรงไหน ธปท. ให้เริ่มจากนำสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน ได้เป็นทรัพย์สินสุทธิ ถ้ายังไม่เคยทำ เริ่มได้จากงบการเงินส่วนบุคคล

หลัก SMART คืออะไร ใช้ตั้งเป้าหมายการเงินอย่างไร

หลัก SMART คือเช็กลิสต์ 5 ข้อที่ ธปท. ใช้อธิบายว่าเป้าหมายที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร

ตัวอักษรความหมายคำถามที่ใช้เช็ก
S (Specific)ชัดเจน ไม่คลุมเครือเงินก้อนนี้เอาไปทำอะไร
M (Measurable)วัดผลได้ต้องใช้กี่บาท และตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว
A (Achievable)ทำได้จริงเงินที่ต้องออมต่อเดือน คุณออมไหวไหม
R (Realistic)สมเหตุสมผลกับชีวิตตอนนี้ออมแล้วยังจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้ได้ครบไหม
T (Time bound)มีกำหนดเวลาต้องมีเงินก้อนนี้ภายในเดือนไหน ปีไหน

ข้อ A กับ R ฟังคล้ายกัน แต่ถามคนละมุม ข้อ A ถามว่าตัวเลขเป็นไปได้ไหม ส่วนข้อ R ถามว่าเมื่อทำแล้วชีวิตด้านอื่นยังเดินต่อได้ไหม เป้าหมายที่ออมไหวก็จริง แต่ต้องหยุดจ่ายค่าประกันสุขภาพเพื่อให้ถึง ถือว่ายังไม่ผ่านข้อ R

ตัวอย่างเป้าหมายที่ยังไม่ชัด กับเป้าหมายที่เขียนตามหลัก SMART

ตัวเลขในตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติ

เป้าหมายแบบกว้าง ๆเขียนใหม่ตามหลัก SMARTสิ่งที่เพิ่มเข้าไป
อยากมีเงินเก็บมีเงินสำรองฉุกเฉิน 90,000 บาท (6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นเดือนละ 15,000 บาท) ภายใน 18 เดือน โดยออมเดือนละ 5,000 บาทจุดประสงค์ จำนวนเงิน เวลา
อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นเก็บเงิน 60,000 บาท สำหรับทริปเดือนเมษายน 2570 โดยออมเดือนละ 10,000 บาท 6 เดือนจำนวนเงิน กำหนดเวลา เงินต่อเดือน
อยากซื้อบ้านมีเงินดาวน์ 300,000 บาท ภายในปี 2574จำนวนเงิน กำหนดเวลา
อยากปลดหนี้ปิดหนี้บัตรเครดิตให้ยอดค้างเป็นศูนย์ภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำทุกเดือนตัววัดผล กำหนดเวลา วิธีทำ
อยากเกษียณสบาย ๆมีเงินก้อนตามที่คำนวณไว้ภายในอายุ 60 ปี และทบทวนตัวเลขทุก 6 เดือนตัวเลขที่คำนวณได้ กำหนดเวลา

เป้าหมายในช่องกลางทุกข้อตอบได้ว่า "สำเร็จแล้วหรือยัง" ส่วนช่องซ้ายตอบไม่ได้ สำหรับเป้าหมายเกษียณ ดูวิธีคำนวณตัวเลขทีละขั้นได้ในวางแผนเกษียณ ต้องมีเงินเท่าไหร่

เป้าหมายทางการเงินระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ต่างกันอย่างไร

การแบ่งตามระยะเวลาช่วยให้เลือกที่เก็บเงินได้เหมาะ เพราะเงินที่ต้องใช้ในอีกไม่กี่เดือนกับเงินที่ต้องใช้ในอีก 20 ปี รับการขึ้นลงของมูลค่าได้ไม่เท่ากัน กรอบเวลาด้านล่างเป็นการแบ่งทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว

ระยะกรอบเวลาโดยประมาณตัวอย่างเป้าหมายลักษณะเงินที่เหมาะ
ระยะสั้นภายใน 1 ปีเงินสำรองฉุกเฉิน ค่าเทอม ซ่อมรถ ทริปท่องเที่ยวหยิบใช้ได้ทันที มูลค่าไม่แกว่ง
ระยะกลาง1–5 ปีเงินดาวน์บ้าน แต่งงาน เรียนต่อ เปลี่ยนรถเน้นรักษาเงินต้น เพราะเวลาอาจไม่พอให้รอมูลค่าฟื้นถ้าลดลง
ระยะยาวมากกว่า 5 ปีเกษียณ ทุนการศึกษาลูก รายได้จากทรัพย์สินมีเวลารับการขึ้นลงได้มากกว่า จึงพิจารณาการลงทุนตามความเสี่ยงที่คุณรับได้

เมื่อมีเป้าหมายหลายระยะพร้อมกัน ระวังไม่ให้เป้าหมายระยะสั้นที่ดูเร่งกว่าค่อย ๆ ดึงเงินของเป้าหมายระยะยาวไป การแยกบัญชีตามเป้าหมายช่วยให้เห็นว่าเงินแต่ละก้อนมีหน้าที่อะไร

ต้องออมเดือนละเท่าไหร่ถึงจะถึงเป้าหมาย

เมื่อเป้าหมายชัดแล้ว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นเงินออมต่อเดือน ลองดูตัวอย่าง (สมมติ) คุณต้องการเงินดาวน์บ้าน 300,000 บาท ภายใน 5 ปี หรือ 60 เดือน และตอนนี้ยังไม่มีเงินสำหรับเป้าหมายนี้เลย

แบบที่ 1: ไม่คิดผลตอบแทน

วิธีคิด: เงินออมต่อเดือน = เป้าหมาย ÷ จำนวนเดือน

300,000 ÷ 60 = 5,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขนี้ไม่ต้องพึ่งผลตอบแทนที่ยังไม่แน่นอน จึงเหมาะใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นของทุกเป้าหมาย

แบบที่ 2: สมมติผลตอบแทน 3% ต่อปี

สมมติว่าเงินที่ออมได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี ทบต้นทุกเดือน และคุณออมทุกสิ้นเดือน ตัวเลข 3% เป็นสมมติฐานเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันได้ และไม่ได้หักภาษีหรือค่าธรรมเนียม

วิธีคิด: เงินออมต่อเดือน = เป้าหมาย × ผลตอบแทนต่อเดือน ÷ [(1 + ผลตอบแทนต่อเดือน) ยกกำลังจำนวนเดือน − 1]

  1. ผลตอบแทนต่อเดือน = 3% ÷ 12 = 0.25% หรือ 0.0025
  2. (1 + 0.0025) ยกกำลัง 60 ≈ 1.1616 เมื่อลบ 1 จะเหลือ 0.1616
  3. 300,000 × 0.0025 = 750
  4. 750 ÷ 0.1616 ≈ 4,641 บาทต่อเดือน

ออมเดือนละ 4,641 บาท เป็นเวลา 60 เดือน เป็นเงินของคุณเอง 278,460 บาท ส่วนที่เหลือประมาณ 21,540 บาทมาจากผลตอบแทนที่สมมติไว้ เท่ากับเงินออมลดลงเดือนละ 359 บาทเมื่อเทียบกับแบบที่ 1

สำหรับเป้าหมาย 5 ปี ผลตอบแทนช่วยได้ไม่มาก และถ้าผลตอบแทนจริงต่ำกว่าที่สมมติ คุณจะมีเงินไม่ครบตอนถึงกำหนด เป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางจึงควรวางแผนด้วยตัวเลขแบบที่ 1 หรือใช้ผลตอบแทนที่ระมัดระวัง

ถ้าตัวเลขสูงเกินกว่าที่ออมไหว

ตรงนี้คือที่ข้อ A และ R ของหลัก SMART ทำงาน สมมติว่าหลังจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้แล้ว คุณออมได้จริงเดือนละ 3,000 บาท (ไม่คิดผลตอบแทน) ทางเลือกของคุณคือ

  • ขยายเวลา 300,000 ÷ 3,000 = 100 เดือน หรือ 8 ปี 4 เดือน
  • ลดเป้าหมาย ออมเดือนละ 3,000 บาท 60 เดือน ได้ 180,000 บาท แล้วมองหาบ้านที่ใช้เงินดาวน์ระดับนี้
  • เพิ่มรายได้ หาทางเพิ่มรายได้อีกเดือนละ 2,000 บาทเพื่อเติมส่วนที่ขาด
  • ลดรายจ่าย ทบทวนว่ามีรายจ่ายไหนลดได้โดยไม่กระทบเรื่องจำเป็น วิธีแบ่งเงินแต่ละเดือนมีอธิบายไว้ในการบริหารเงิน

เป้าหมายที่ปรับแล้วและทำได้จริง ดีกว่าเป้าหมายที่ถูกทิ้งกลางทาง

ควรทำเป้าหมายไหนก่อน

ธปท. แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินในช่วงเวลานั้น ๆ และให้กันรายรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน ถ้าเรียงเป็นลำดับทั่วไป จะได้ประมาณนี้

  1. ค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้ที่ต้องจ่ายทุกเดือน ธปท. แนะนำว่าเงินผ่อนหนี้ทุกก้อนรวมกันไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน ถ้าตอนนี้เกินอยู่ การลดภาระหนี้ควรอยู่ต้นแถว
  2. เงินสำรองฉุกเฉิน ธปท. แนะนำให้มี 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน วิธีคำนวณและที่เก็บเงินส่วนนี้อยู่ในเงินสำรองฉุกเฉิน
  3. เป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางที่มีกำหนดชัด เช่น ค่าเทอม หรือเงินดาวน์บ้าน
  4. เป้าหมายระยะยาวที่ต้องลงทุน เช่น เกษียณ

เหตุผลที่เงินสำรองฉุกเฉินควรมาก่อนเป้าหมายที่ต้องลงทุน คือการลงทุนมีช่วงที่มูลค่าลดลง ถ้าไม่มีเงินสำรองแล้วตกงานหรือเจ็บป่วย คุณอาจต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะที่ราคาไม่ดี หรือต้องกู้เงินมาใช้ เงินสำรองฉุกเฉินจึงกันไม่ให้เรื่องเดียวล้มทั้งแผน

ผลสำรวจทักษะทางการเงินของ ธปท. ปี 2567 พบว่าคนไทย 77.6% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน แต่มีเพียง 23.7% ที่มีเงินส่วนนี้พอใช้ได้ 6 เดือนขึ้นไป ถ้าคุณยังอยู่ที่ข้อ 2 ของลำดับนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ทบทวนเป้าหมายทางการเงินบ่อยแค่ไหน

ธปท. แนะนำให้ตรวจสอบแผนอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 6 เดือน ว่าเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ และปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ใช้คำถาม 4 ข้อนี้ก็พอ

  • เงินของแต่ละเป้าหมายตอนนี้มีเท่าไหร่ ตรงกับที่ควรเป็นไหม เช่น เป้าหมายเงินดาวน์ที่ออมเดือนละ 5,000 บาท ผ่านไป 12 เดือนควรมีประมาณ 60,000 บาท
  • รายได้ รายจ่าย หรือหนี้ เปลี่ยนไปจากตอนตั้งเป้าหมายไหม
  • มีเป้าหมายไหนที่ไม่สำคัญแล้ว หรือมีเป้าหมายใหม่ที่ควรขึ้นมาก่อน
  • เป้าหมายที่สำเร็จแล้ว เงินที่เคยออมให้เป้าหมายนั้นทุกเดือนจะย้ายไปที่ไหนต่อ

ถ้าพบว่าตามหลังแผน ให้ปรับตัวแปรที่ขยับได้ คือเวลา จำนวนเงิน หรือเงินออมต่อเดือน แทนการทิ้งเป้าหมาย

ถ้าอยากมีเครื่องมือช่วยติดตาม ศูนย์ความรู้ Happy Money ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีแอปช่วยจัดการเงินและออมตามเป้าหมาย และถ้าอยากเห็นภาพการเงินของตัวเองตั้งแต่วันนี้จนถึงเงินที่ต้องเตรียมหลังเกษียณ ลองตอบคำถามทีละหน้าในแผนการเงินของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ควรมีเป้าหมายทางการเงินพร้อมกันกี่เป้าหมาย

ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ยิ่งมีเป้าหมายมาก เงินออมต่อเดือนก็ยิ่งถูกแบ่งเป็นก้อนเล็ก และแต่ละเป้าหมายจะเดินช้าลง วิธีที่จัดการง่ายคือเริ่มจาก 2–3 เป้าหมายที่สำคัญที่สุด เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน เป้าหมายระยะกลางหนึ่งเรื่อง และเกษียณ แล้วเพิ่มเป้าหมายใหม่เมื่อเป้าหมายเดิมสำเร็จ

ถ้าออมไม่ได้ตามเป้าหมายต้องทำอย่างไร

ให้ปรับเป้าหมายแทนการทิ้งเป้าหมาย ทางเลือกหลักคือขยายเวลา ลดจำนวนเงิน เพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่าย ธปท. แนะนำให้ตรวจสอบแผนอย่างน้อยทุก 6 เดือนและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ยิ่งรู้เร็วว่าตามหลังแผน ก็ยิ่งมีทางเลือกมาก

ควรใช้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ในการคำนวณเงินออม

ไม่มีตัวเลขที่ถูกสำหรับทุกคน เพราะขึ้นกับว่าเงินอยู่ในสินทรัพย์แบบไหนและเป้าหมายอีกนานแค่ไหน สำหรับเป้าหมายไม่เกิน 5 ปี การคำนวณแบบไม่คิดผลตอบแทนปลอดภัยกว่า ส่วนเป้าหมายระยะยาว ควรใช้ตัวเลขที่ระมัดระวังและลองคำนวณหลายค่า

ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินครบก่อนถึงจะเริ่มลงทุนได้ไหม

ธปท. แนะนำให้มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน การมีเงินส่วนนี้ก่อนช่วยให้ไม่ต้องขายเงินลงทุนในจังหวะที่ไม่ดีเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิด ระหว่างที่ยังสะสมไม่ครบ บางคนเลือกเริ่มออมเพื่อเป้าหมายระยะยาวด้วยเงินจำนวนเล็กควบคู่ไป ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์ของแต่ละคน

หลัก SMART ใช้กับเป้าหมายที่ไม่ใช่การออมเงินได้ไหม

ได้ หลัก SMART ใช้ได้กับเป้าหมายการเงินทุกแบบ เช่น ปลดหนี้ เพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่าย ตัวอย่างคือ "ปิดหนี้บัตรเครดิตให้ยอดค้างเป็นศูนย์ภายในเดือนธันวาคม 2570" ซึ่งมีทั้งตัววัดผลและกำหนดเวลา หัวใจของหลักนี้คือเขียนเป้าหมายให้ตอบได้ว่าสำเร็จแล้วหรือยัง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำด้านภาษีเฉพาะบุคคล ตัวเลขและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบกับแหล่งอ้างอิงล่าสุดก่อนตัดสินใจ

แบม

เขียนโดย

แบม

Co-founder Cashflow Club Thailand ใช้ CASHFLOW Board Game สอนเรื่องเงิน มีผู้เข้าร่วม Financial Education แล้วกว่า 1,000 คน

อยากรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณแค่ไหน?

เช็กภาพรวมการเงินของตัวเองใน 5 นาที แล้วระบบจะบอกว่าควรเริ่มจากตรงไหน

เริ่มเส้นทางการเงินของฉัน

WealthyBam

เข้าใจชีวิต เข้าใจเงิน แล้วค่อยเลือกก้าวต่อไปของคุณ

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้เป็นความรู้ทางการเงินเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล

นโยบายความเป็นส่วนตัว