ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เป้าหมายและอิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินคืออะไร ต้องมีเงินเท่าไหร่ คำนวณได้ 2 วิธี

โดย เผยแพร่ อ่านประมาณ 6 นาที

สรุปสั้น

อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) คือจุดที่คุณไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าครองชีพอีกต่อไป วัดได้สองแบบ แบบแรกคือรายได้จากทรัพย์สินต่อเดือนมากกว่ารายจ่ายต่อเดือน ตามแนวคิดของ Robert Kiyosaki แบบที่สองคือมีเงินก้อนพอให้ถอนใช้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งคนนิยมคิดด้วยกฎ 4% หรือราว 25 เท่าของรายจ่ายต่อปี

อิสรภาพทางการเงินคืออะไร

อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) คือสถานะที่คุณมีรายได้หรือเงินทุนพอจ่ายค่าครองชีพ โดยไม่ต้องพึ่งการทำงาน การทำงานจึงกลายเป็นทางเลือก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเพื่ออยู่รอด

The Rich Dad Company ให้นิยามที่วัดได้ชัดว่า อิสรภาพทางการเงินเกิดขึ้นเมื่อกระแสเงินสดรายเดือนจากสินทรัพย์ เท่ากับหรือมากกว่ารายจ่ายรายเดือน และย้ำว่าอิสรภาพเป็น "โครงสร้าง" ไม่ใช่ตัวเลขเงินก้อน คนที่เงินเดือนไม่สูงแต่มีรายได้จากทรัพย์สินครอบคลุมรายจ่าย จึงอาจใกล้อิสรภาพมากกว่าผู้บริหารเงินเดือนสูงที่ใช้หมดทุกเดือน

อิสรภาพทางการเงินต่างจากการเกษียณอย่างไร

อิสรภาพทางการเงินการเกษียณ
เริ่มเมื่อรายได้จากทรัพย์สินหรือเงินทุนพอจ่ายค่าครองชีพถึงอายุที่หยุดทำงาน
ผูกกับอายุไหมไม่ผูก อาจเกิดก่อนหรือหลังอายุเกษียณผูกกับอายุ
หลังจากนั้นทำงานต่อได้ถ้าอยากทำส่วนใหญ่หยุดทำงานประจำ
เป้าหมายมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมีเงินพอใช้หลังหยุดทำงาน

การเกษียณอย่างมั่นคงคืออิสรภาพทางการเงินแบบหนึ่งที่มาช้าที่สุด ส่วนใครอยากมีทางเลือกเร็วกว่านั้น ต้องสร้างรายได้จากทรัพย์สินหรือเงินทุนให้เร็วขึ้น อ่านการวางแผนฝั่งเกษียณได้ที่ วางแผนเกษียณ ต้องมีเงินเท่าไหร่

วิธีที่ 1: วัดด้วยกระแสเงินสด แบบ Robert Kiyosaki

วิธีนี้ไม่ได้ถามว่ามีเงินเท่าไร แต่ถามว่า รายได้จากทรัพย์สินต่อเดือนครอบคลุมรายจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

Rich Dad วางจุดเช็กไว้ที่ 25% 50% และ 100% เมื่อถึง 100% คือถึงอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกับการออกจาก Rat Race ในเกม CASHFLOW

จุดเด่นของวิธีนี้คือ สินทรัพย์ยังอยู่ครบ ใช้เฉพาะรายได้ที่มันสร้าง เงินต้นจึงไม่หมดไปตามเวลา จุดที่ต้องระวังคือรายได้จากทรัพย์สินไม่แน่นอน ค่าเช่าอาจหาย เงินปันผลอาจลด จึงควรมีส่วนเผื่อเหนือ 100%

วิธีที่ 2: วัดด้วยเงินก้อน กฎ 4% และกฎ 25 เท่า

วิธีนี้นิยมในกลุ่ม FIRE (Financial Independence, Retire Early) มาจากงานวิจัยในสหรัฐ William Bengen ตีพิมพ์งานเรื่องอัตราการถอนเงินจากข้อมูลในอดีตปี 1994 และต่อมาอาจารย์สามท่านจาก Trinity University ศึกษาต่อในปี 1998 ที่เรียกกันว่า Trinity Study

แนวคิดคือ ถ้าปีแรกถอนเงินใช้ 4% ของพอร์ต แล้วปรับเพิ่มตามเงินเฟ้อทุกปี พอร์ตหุ้นผสมพันธบัตรในข้อมูลตลาดสหรัฐ มีโอกาสสูงที่เงินจะพอใช้ 30 ปี กลับด้านสูตรจะได้กฎ 25 เท่า

ตัวอย่างคำนวณ: รายจ่ายเดือนละ 30,000 บาท

ตัวอย่าง (สมมติ) รายจ่ายเดือนละ 30,000 บาท เท่ากับปีละ 360,000 บาท

วิธีสมมติฐานต้องมี
กระแสเงินสด (Kiyosaki)สินทรัพย์ให้เงินสด 5% ต่อปีทุนสร้างรายได้ 7,200,000 บาท (360,000 ÷ 5%)
กฎ 4%ถอนปีละ 4% ปรับตามเงินเฟ้อเงินก้อน 9,000,000 บาท (360,000 × 25)
แบบระวังขึ้นถอนปีละ 3%เงินก้อน 12,000,000 บาท (360,000 ÷ 3%)

ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างการคำนวณ ผลตอบแทนจริงไม่แน่นอน และยังไม่รวมภาษีกับค่าธรรมเนียม สิ่งที่ตัวอย่างบอกชัดคือ รายจ่ายคือตัวแปรที่ทรงพลังที่สุด ถ้ารายจ่ายลดจาก 30,000 เป็น 25,000 บาทต่อเดือน เงินก้อนตามกฎ 4% จะลดจาก 9 ล้านเหลือ 7.5 ล้านบาท

ข้อจำกัดของกฎ 4% เมื่อใช้ในไทย

  • ข้อมูลมาจากตลาดสหรัฐในอดีต ผลตอบแทนของตลาดและพันธบัตรไทยในอนาคตอาจต่างออกไป
  • ทดสอบกับระยะเวลา 30 ปี คนที่อยากหยุดทำงานเร็วต้องให้เงินอยู่ได้นานกว่านั้น อัตราถอนที่ปลอดภัยจึงควรต่ำลง
  • ไม่ได้รวมรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดคิด งานวิจัยรุ่นหลังพบว่าถ้าเผื่อเรื่องนี้ อัตราที่ยั่งยืนอาจลดจากราว 4% เหลือราว 3%
  • ผู้คิดค้นเองก็ย้ำว่าต้องปรับระหว่างทาง อัตราถอนเป็นเรื่องของการวางแผน ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งครั้งเดียวแล้วจบ

กฎ 4% จึงเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นประมาณตัวเลข ไม่ใช่คำสัญญาว่าเงินจะพอ

เริ่มเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินจากวันนี้

  1. รู้รายจ่ายจริงของตัวเอง ทำ งบการเงินส่วนบุคคล เพื่อรู้ว่าแต่ละเดือนใช้เท่าไร
  2. คำนวณสัดส่วนอิสรภาพวันนี้ เอารายได้จากทรัพย์สินหารด้วยรายจ่าย ส่วนใหญ่จะเริ่มจากไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
  3. ตั้งเป้าแรกที่ 25% แทนที่จะมองเป้า 100% ที่ไกลเกินไป แปลงเป็นเป้าหมายที่วัดได้ด้วย หลัก SMART
  4. เพิ่มเงินเหลือและทยอยสร้างสินทรัพย์ อ่านแนวทางได้ที่ รายได้จากทรัพย์สิน
  5. ทบทวนทุกปี รายจ่ายและรายได้เปลี่ยน ตัวเลขเป้าหมายก็ต้องปรับตาม

ข้อมูลจากผลสำรวจทักษะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2567 สะท้อนว่าการมีแผนกับการทำตามแผนเป็นคนละเรื่อง คนไทย 59.7% มีแผนเกษียณและเริ่มออมแล้ว แต่มีเพียง 14% ที่ทำตามแผนได้สำเร็จ แผนที่ดีจึงต้องเรียบง่ายพอจะทำได้ทุกเดือน

อยากเห็นตัวเลขของตัวเอง ลองใช้ เครื่องมือวางแผนการเงิน ที่พาตอบคำถามทีละหน้า แล้วแสดงภาพแผนของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

อิสรภาพทางการเงินภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร

เรียกว่า Financial Freedom หรือในกลุ่ม FIRE ใช้คำว่า Financial Independence ทั้งสองคำหมายถึงสถานะที่ไม่ต้องพึ่งการทำงานเพื่อจ่ายค่าครองชีพ

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน

ขึ้นกับรายจ่ายของแต่ละคน ถ้าใช้กฎ 4% ให้เอารายจ่ายต่อปีคูณ 25 เช่น รายจ่ายปีละ 360,000 บาท ต้องมีราว 9,000,000 บาท ถ้าใช้วิธีกระแสเงินสด ให้ดูว่ารายได้จากทรัพย์สินต่อเดือนมากกว่ารายจ่ายต่อเดือนหรือยัง

กฎ 4% ใช้ในไทยได้ไหม

ใช้เป็นจุดเริ่มต้นประมาณตัวเลขได้ แต่กฎนี้มาจากข้อมูลตลาดสหรัฐและระยะเวลา 30 ปี คนที่อยากหยุดทำงานเร็ว หรืออยากเผื่อความไม่แน่นอน มักใช้อัตราถอนที่ต่ำกว่า เช่น 3% ซึ่งทำให้ต้องมีเงินก้อนมากขึ้น

มนุษย์เงินเดือนมีอิสรภาพทางการเงินได้ไหม

ได้ แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปี เงินเดือนเป็นแหล่งทุนที่สม่ำเสมอสำหรับสร้างสินทรัพย์ ปัจจัยที่กำหนดความเร็วคือสัดส่วนเงินที่เหลือจากรายได้ในแต่ละเดือน มากกว่าขนาดของเงินเดือน

อิสรภาพทางการเงินกับการเกษียณต่างกันอย่างไร

การเกษียณผูกกับอายุที่หยุดทำงาน ส่วนอิสรภาพทางการเงินผูกกับตัวเลข คือเมื่อรายได้จากทรัพย์สินหรือเงินทุนพอจ่ายค่าครองชีพ อิสรภาพทางการเงินจึงอาจมาก่อนอายุเกษียณ และหลังจากนั้นจะทำงานต่อหรือไม่ก็ได้

แหล่งอ้างอิง

CASHFLOW® และ Rich Dad® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ CASHFLOW Technologies, Inc. บทความนี้เขียนเพื่อการศึกษา ไม่ใช่เนื้อหาทางการของ The Rich Dad Company

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำด้านภาษีเฉพาะบุคคล ตัวเลขและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบกับแหล่งอ้างอิงล่าสุดก่อนตัดสินใจ

แบม

เขียนโดย

แบม

Co-founder Cashflow Club Thailand ใช้ CASHFLOW Board Game สอนเรื่องเงิน มีผู้เข้าร่วม Financial Education แล้วกว่า 1,000 คน

อยากรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณแค่ไหน?

เช็กภาพรวมการเงินของตัวเองใน 5 นาที แล้วระบบจะบอกว่าควรเริ่มจากตรงไหน

เริ่มเส้นทางการเงินของฉัน

WealthyBam

เข้าใจชีวิต เข้าใจเงิน แล้วค่อยเลือกก้าวต่อไปของคุณ

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้เป็นความรู้ทางการเงินเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล

นโยบายความเป็นส่วนตัว