ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

บริหารเงินในชีวิตจริง

การบริหารเงินส่วนบุคคล เริ่มอย่างไร (สูตร 50/30/20 และวิธีแบ่งเงินที่ใช้ได้จริง)

โดย เผยแพร่ อ่านประมาณ 9 นาที

สรุปสั้น

การบริหารเงินคือการกำหนดหน้าที่ให้เงินทุกบาทที่เข้ามา ก่อนที่มันจะถูกใช้หมดไปเอง เริ่มได้ด้วย 6 ขั้น คือ รู้ว่าเงินไปไหน ออมก่อนใช้ แยกบัญชีตามหน้าที่ คุมค่างวดหนี้ไม่ให้เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน แล้วจึงลงทุน สูตร 50/30/20 เป็นจุดตั้งต้นที่ดี แต่ถ้ารายได้ยังตึง ให้ปรับสัดส่วนโดยรักษาก้อนออมไว้ก่อนเสมอ

การบริหารเงินคืออะไร

การบริหารเงินคือการวางแผนล่วงหน้าว่าเงินที่เข้ามาแต่ละเดือนจะไปทำหน้าที่อะไร ทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินใช้ส่วนตัว เงินออม และการชำระหนี้ ก่อนที่เงินจะหมดไปเอง สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ การบริหารเงินส่วนบุคคลก็คือการบริหารเงินเดือนนั่นเอง

การบริหารเงินไม่ได้แปลว่าต้องจดทุกบาทหรือห้ามใช้เงินเพื่อความสุข แต่คือการตัดสินใจไว้ก่อนว่าเงินส่วนไหนห้ามแตะ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบ่งการวางแผนการเงินเป็น 5 ขั้น คือ ประเมินฐานะการเงิน ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน จัดทำแผนการเงิน ดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด และตรวจสอบและปรับแผนตามสถานการณ์

เริ่มบริหารเงินอย่างไร ทำตาม 6 ขั้นนี้

1. รู้ก่อนว่าเงินไปไหน

จดรายรับรายจ่ายจริงสัก 1–2 เดือน แค่แยกเป็นหมวดใหญ่ เช่น ที่พัก อาหาร เดินทาง ค่างวดหนี้ และเงินใช้ส่วนตัว ก็พอเห็นว่าเงินไหลออกทางไหนมากที่สุด ควบคู่กันให้ดูทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งคิดจากสินทรัพย์ลบหนี้สินตามแนวทางของ ธปท.

2. ออมก่อนใช้ (Pay Yourself First)

ออมก่อนใช้คือการกันเงินออมออกทันทีที่เงินเดือนเข้า แทนการรอดูว่าสิ้นเดือนจะเหลือเท่าไหร่ ซึ่งมักไม่เหลือ ธปท. ก็แนะนำให้กันเงินออมและค่าใช้จ่ายจำเป็นไว้ก่อน วิธีที่ได้ผลที่สุดคือตั้งโอนอัตโนมัติไปบัญชีออมในวันที่เงินเดือนเข้า จะได้ไม่ต้องฝืนใจทุกเดือน

ผลสำรวจทักษะทางการเงินของ ธปท. ปี 2567 พบว่า "การจัดสรรเงินก่อนใช้" เป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ลดลงจากปี 2565 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD

3. แยกบัญชีตามหน้าที่ของเงิน

เงินที่อยู่รวมกันในบัญชีเดียวมักถูกใช้ปนกัน การแยกบัญชีทำให้เห็นทันทีว่าก้อนไหนใช้ได้ ก้อนไหนห้ามแตะ (ดูวิธีแยกในหัวข้อด้านล่าง)

4. คุมค่างวดหนี้ไม่ให้เกิน 1 ใน 3 ของรายได้

ธปท. แนะนำว่าภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน เช่น สมมติรายได้ 24,000 บาท ค่างวดรวมไม่ควรเกิน 8,000 บาท ให้มองเป็นเพดาน ไม่ใช่เป้าหมาย

การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ครัวเรือนไทยร้อยละ 42.1 มีหนี้สิน และหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนทั้งสิ้นอยู่ที่ 153,038 บาท ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากทุกครัวเรือน รวมครัวเรือนที่ไม่มีหนี้ด้วย

5. สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน

ก่อนลงทุน ควรมีเงินก้อนที่พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ธปท. แนะนำให้มี 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน วิธีคำนวณและที่เก็บอยู่ในบทความ เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่

6. ลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว

เมื่อมีเงินสำรองแล้ว เงินออมที่เหลือควรมีจุดหมายชัด ธปท. แนะนำให้ตั้งเป้าตามหลัก SMART ซึ่งอย่างน้อยต้องตอบได้ว่าต้องการเงินเท่าไหร่ เพื่ออะไร และภายในเมื่อไร (อ่านต่อใน เป้าหมายทางการเงิน) เป้าหมายระยะยาวอย่างเกษียณมักต้องอาศัยการลงทุน ซึ่งควรเข้าใจความเสี่ยงก่อนเริ่ม

สูตร 50/30/20 คืออะไร

สูตร 50/30/20 คือวิธีแบ่งรายได้หลังหักภาษีและประกันสังคม หรือเงินที่เข้าบัญชีจริง ออกเป็น 3 ก้อน สูตรนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายจากหนังสือ All Your Worth ของ Elizabeth Warren และ Amelia Warren Tyagi ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)

ก้อนเงินสัดส่วนใช้กับอะไร
จำเป็น (Needs)50%ค่าที่พัก อาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำไฟ และค่างวดหนี้ขั้นต่ำ
ใช้ตามใจ (Wants)30%กินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว งานอดิเรก ของที่ไม่มีก็อยู่ได้
ออมและปลดหนี้ (Savings)20%เงินสำรองฉุกเฉิน เงินออมเพื่อเป้าหมาย การลงทุน และการโปะหนี้เกินขั้นต่ำ

จุดแข็งของสูตรนี้คือความง่าย และการมีก้อนใช้ตามใจตั้งแต่แรกทำให้แผนไม่ตึงจนเลิกกลางทาง

ตัวอย่าง (สมมติ) แบ่งเงินเดือนด้วยสูตร 50/30/20

สมมติคุณได้เงินเข้าบัญชีหลังหักภาษีและประกันสังคมแล้ว 24,000 บาทต่อเดือน และยังไม่มีหนี้

ก้อนเงินวิธีคิดจำนวนเงินตัวอย่างการใช้ (สมมติ)
จำเป็น24,000 × 50%12,000 บาทค่าเช่าห้อง 4,500 อาหารและของใช้ 4,500 เดินทาง 1,500 น้ำไฟและโทรศัพท์ 1,500
ใช้ตามใจ24,000 × 30%7,200 บาทกินข้าวนอกบ้าน สังสรรค์ ซื้อของ
ออมและปลดหนี้24,000 × 20%4,800 บาทเงินสำรองฉุกเฉิน 2,800 และเงินลงทุนระยะยาว 2,000
รวม12,000 + 7,200 + 4,80024,000 บาท

วันเงินเดือนเข้า ให้ตั้งโอนอัตโนมัติ 4,800 บาทไปบัญชีออม และ 7,200 บาทไปบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว ถ้าคุณมีหนี้ ค่างวดขั้นต่ำต้องอยู่ในก้อนจำเป็น 12,000 บาทนี้ด้วย ก้อนนี้จะตึงขึ้นทันที แม้ค่างวดยังไม่เกินเพดาน 8,000 บาท (24,000 ÷ 3) ก็ตาม

ทำไมสูตร 50/30/20 อาจไม่เหมาะกับคนรายได้น้อย

สูตรนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ ลองเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจ 57,600 ครัวเรือน

รายการ (เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือน)จำนวนเงินสัดส่วนต่อรายได้
รายได้ทั้งสิ้น28,308 บาท100%
อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ8,420 บาท29.7%
ที่อยู่อาศัย/เครื่องใช้4,753 บาท16.8%
ยานพาหนะ/การเดินทาง3,430 บาท12.1%
สามหมวดนี้รวมกัน16,603 บาท58.7%
ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น22,420 บาท79.2%

จำนวนเงินจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ส่วนสัดส่วนผู้เขียนคำนวณเพิ่ม (ปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง)

แค่อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ก็กินรายได้เฉลี่ยไปเกือบ 59% เกินเพดาน 50% ของสูตรแล้ว เมื่อรวมทุกหมวด ส่วนต่างระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเหลือ 5,888 บาทต่อเดือน (28,308 − 22,420) หรือราว 20.8% ของรายได้

ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยระดับครัวเรือน และค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นตามนิยามของการสำรวจคือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการยังชีพ ไม่รวมการซื้อบ้าน/ที่ดินและเงินออม แต่ก็พอบอกได้ว่า ถ้ารายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย การบังคับก้อนจำเป็นให้อยู่ที่ 50% มักทำได้ยาก และถ้าทำไม่ได้ ปัญหาอาจอยู่ที่สูตร ไม่ใช่ที่ตัวคุณ

ปรับสูตรให้เข้ากับรายได้ของคุณอย่างไร

ใช้หลักการเดิม แต่เริ่มจากตัวเลขจริงของคุณ

  1. ล็อกก้อนออมก่อน แม้เริ่มแค่ 5–10% ของรายได้ สิ่งที่สร้างช่วงแรกคือนิสัย ไม่ใช่ยอดเงิน
  2. ใช้ตัวเลขจริงของก้อนจำเป็น จากที่จดไว้ในขั้นที่ 1
  3. ก้อนใช้ตามใจคือส่วนที่เหลือ ใช้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
  4. ขยับก้อนออมขึ้นทีละขั้น ทุกครั้งที่ขึ้นเงินเดือนหรือปิดหนี้ได้หนึ่งก้อน

ตัวอย่างการปรับ (ไม่ใช่สูตรทางการ)

สถานการณ์จำเป็นใช้ตามใจออมและปลดหนี้
รายได้ตึง ค่าครองชีพสูง70%20%10%
เริ่มมีที่ว่าง60%25%15%
ตามสูตรเดิม50%30%20%
เร่งเป้าหมาย เช่น ปลดหนี้หรือเกษียณ50%20%30%

ค่อย ๆ เลื่อนจากแถวบนลงแถวล่าง เช่น เมื่อรายได้เพิ่ม ให้แบ่งส่วนที่เพิ่มมาครึ่งหนึ่งไปออมทันที ก่อนค่าใช้จ่ายจะขยายตาม

แบ่งเงินหลายบัญชี (หลายกระปุก) ทำอย่างไร

แนวคิดแบ่งเงินหลายกระปุกคือการให้เงินแต่ละก้อนมีที่อยู่ของตัวเองตามหน้าที่ เมื่อกระปุกไหนหมดก็หยุดใช้ในหมวดนั้น ไม่ดึงเงินก้อนอื่นมาเติม กระปุกอาจเป็นบัญชีแยก หรือกระเป๋าย่อยในแอปธนาคารก็ได้

บัญชีหน้าที่ลักษณะที่ควรมี
บัญชีหลัก (รับเงินเดือน)จ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่างวดตั้งหักบิลอัตโนมัติ
บัญชีใช้จ่ายส่วนตัวก้อนใช้ตามใจ ผูกกับบัตรหรือแอปจ่ายเงินโอนเข้าเดือนละครั้ง หมดแล้วหยุด
บัญชีเงินสำรองฉุกเฉินใช้เฉพาะเหตุจำเป็นจริงถอนได้เร็ว ความเสี่ยงต่ำ ไม่ผูกบัตร
บัญชีเป้าหมายหรือลงทุนเงินเพื่อเป้าหมายระยะกลางและยาวเลือกเครื่องมือตามเวลาที่จะใช้เงิน

ไม่ต้องเริ่มที่ 4 บัญชี แค่แยกเงินใช้จ่ายออกจากเงินออมก็ช่วยได้มากแล้ว อยากลองแบ่งรายได้ของตัวเองดู ใช้เครื่องมือแบ่งเงินเป็นกระปุกในหน้า เครื่องมือการเงิน ได้ หรือใช้แอป Happy Money ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วยจัดการเงินและออมตามเป้าหมาย

จากนั้นทบทวนเดือนละครั้ง และถ้าอยากเห็นภาพรวม ลองใช้ ตัววางแผนการเงิน ที่ถามทีละหน้าแล้วสรุปแผนให้เห็น

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือน 15,000 บาท ใช้สูตร 50/30/20 ได้ไหม

ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ก้อนจำเป็น 7,500 บาทมักไม่พอสำหรับค่าที่พัก อาหาร และค่าเดินทางของหลายคน ทางที่ทำได้จริงกว่าคือเริ่มจาก 70/20/10 สมมติเงินเข้าบัญชี 15,000 บาท จะได้ก้อนจำเป็น 10,500 บาท ใช้ตามใจ 3,000 บาท และออม 1,500 บาท แล้วค่อยขยับก้อนออมขึ้นเมื่อรายได้เพิ่ม

ควรปลดหนี้ก่อนหรือออมก่อน

ทำคู่กัน แต่ให้น้ำหนักต่างกันตามช่วง ช่วงแรกจ่ายค่างวดให้ตรงเวลาและกันเงินสำรองก้อนเล็กไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องกู้เพิ่มเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด จากนั้นจึงเร่งโปะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด เช่น บัตรเครดิต

ควรมีบัญชีเงินฝากกี่บัญชี

เริ่มที่ 2 บัญชีก็พอ คือบัญชีใช้จ่ายกับบัญชีออม เมื่อทำได้สม่ำเสมอแล้วค่อยแยกเป็น 3–4 บัญชีตามหน้าที่ สิ่งสำคัญคือแต่ละบัญชีมีหน้าที่เดียวและไม่ถูกใช้ปนกัน

สูตร 50/30/20 คิดจากเงินเดือนก่อนหรือหลังหักภาษี

คิดจากเงินที่เข้าบัญชีจริง คือหลังหักภาษีและประกันสังคมแล้ว ถ้าเงินเดือนถูกหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย เงินส่วนนั้นก็คือการออมเพื่อเกษียณที่เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ชอบจดรายจ่าย จะบริหารเงินได้ไหม

ได้ ถ้าใช้การแยกบัญชีและโอนอัตโนมัติแทนการจด เมื่อเงินออมถูกกันไว้แล้ว ยอดคงเหลือในบัญชีใช้จ่ายก็บอกได้ว่ายังใช้ได้อีกเท่าไหร่ ส่วนการจดช่วง 1–2 เดือนแรกช่วยให้ตั้งตัวเลขแต่ละก้อนได้ตรงความจริง

รายได้ไม่แน่นอน เช่น ฟรีแลนซ์ จะแบ่งเงินอย่างไร

ใช้รายได้ของเดือนที่น้อยที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาเป็นฐานวางงบค่าใช้จ่ายจำเป็น ให้รายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีพักเงินก่อน แล้วโอนให้ตัวเองเท่ากันทุกเดือนเหมือนเงินเดือน ส่วนเกินในเดือนที่ได้มากให้นำไปเติมเงินสำรองและเงินออมก่อน

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำด้านภาษีเฉพาะบุคคล ตัวเลขและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบกับแหล่งอ้างอิงล่าสุดก่อนตัดสินใจ

แบม

เขียนโดย

แบม

Co-founder Cashflow Club Thailand ใช้ CASHFLOW Board Game สอนเรื่องเงิน มีผู้เข้าร่วม Financial Education แล้วกว่า 1,000 คน

อยากรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณแค่ไหน?

เช็กภาพรวมการเงินของตัวเองใน 5 นาที แล้วระบบจะบอกว่าควรเริ่มจากตรงไหน

เริ่มเส้นทางการเงินของฉัน

WealthyBam

เข้าใจชีวิต เข้าใจเงิน แล้วค่อยเลือกก้าวต่อไปของคุณ

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้เป็นความรู้ทางการเงินเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล

นโยบายความเป็นส่วนตัว